บทที่8 ฟังก์ชั่น
ปกติแล้วโปรแกรมทุกๆ โปรแกรม จะทำงานจากบนลงล่าง และประมวลผลจากซ้ายไปขวา เมื่อทำงานเสร็จก็ถือว่าจบการทำงาน ถ้าหากเราต้องการทำงานเดิม ก็ต้องเขียนโปรแกรมซ้ำอีก ฟังก์ชั่นเลยเป็นที่รวบรวมส่วนที่เราจะเรียกใช้งานบ่อยๆ ให้รวมเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยเรียกเพียงชื่อฟังก์ชั่นเท่านั้น ก็จะได้โปรแกรมที่ทำงานตามที่เราต้องการ และยังมีข้อดีคือ ถ้าหากต้องการแก้ไข ก็แก้ไขเพียงแต่ในฟังก์ชั่นเท่านั้น โปรแกรมทั้งหมดของเราก็จะทำงานตามการทำงานของฟังก์ชั่นที่แก้ไขเลย
Function ในภาษา PHP มาอยู่ 4 ชนิดคือ
- ฟังก์ชั่นภายใน (invoking a function)
- ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง (creating a function)
- ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั่น (nesting function)
- ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง (recursive function)
1. ฟังก์ชั่นภายใน
เป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานที่มากับ php (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) มีราวๆ พันกว่าฟังก์ชั่น (ใครเคยนับบ้างเนี่ย) ซึ่งจะครอบคลุมการทำงานพื้นฐา่นทั้งหมดของการเขียนโปรแกรม PHP จนบางครั้ง เราสามารถเขียนโปรแกรมที่ทำงานได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องเขียนฟังก์ชั่นเพิ่มเติมเลยแม้แต่ฟังก์ชั่นเดียว เหมือนที่ผมเคยได้ยินมาว่า "คนที่เขียนโปรแกรมเก่ง ไม่จำเป็นต้องเขียนโค๊ดได้ดี เพียงแค่รู้จักฟังก์ชั่น แล้วรู้จักใช้มันก็พอ"
ฟังก์ชั่นภายในทั้งหลาย สามารถดูได้จาก help ของ PHP ได้ โดยโหลดได้ที่ http://www.php.net/docs.php
ตัวอย่างฟังก์ชั่นภายใน ผมขอยกตัวอย่างฟังก์ชั่น pow() ถ้าหากเปิดดู help จะเขียนเป็นลักษณะนี้
number pow ( number $base, number $exp )
- number คือ ค่าที่ฟังก์ชั่นนี้ส่งกลับออกมา (return) ซึ่งเดี๋ยวเราค่อยมาอธิบายกัน
- pow คือ ชื่อฟังก์ชั่น
- (number $base, number $exp) คือ ค่าที่ต้องส่งให้ฟังก์ชั่นนี้ โดย number หมายถึงชนิดของค่า (datatype) ที่ต้องส่งไปให้
เพราะฉะนั้น ฟังก์ชั่น pow() เราต้องส่งค่าให้จำนวน 2 ค่า เมื่อฟังก์ขั่นทำงานเสร็จแล้วจะคืนค่ากลับมาเป็นชนิดตัวเลข
ถ้าหากเราไม่ได้นำค่าที่ได้ไปทำการคำนวน เราสามารถแสดงค่าออกมาได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเก็บค่าไว้ในตัวแปรใดๆ ลองดูตัวอย่างกันครับ
เห็นไหมครับ ไม่ยากเลย แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าฟังก์ชั่นไหน ใช้งานอย่างไร หรือเราจะใช้ฟังก์ชั่นไหนทำงานให้เรา อันนี้ก็ต้องอยู่ที่แต่ละท่านล่ะครับ ถ้าหากเล่นบ่อยๆ ก็จะพบกับฟังก์ชั่นที่เรายังไม่เคยใช้งานเองแหละครับ ถึงแม้ว่า PHP จะมีฟังก์ชั่นมากกว่า 1000 ฟังก์ชั่น แต่ที่ใช้งานทั่วๆ ไป จะมีไม่ถึง 200 ฟังก์ชั่นครับ (ลดไปเยอะเลย)
2.ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง
เป็นฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อให้ทำงานนอกเหนือจากฟังก์ชั่นที่มีอยู่ใน PHP หรือเราต้องการให้โปรแกรมทำงานตรงกับความต้องการของเรา รูปแบบการเขียนฟังก์ชั่นเป็นดังนี้
- <?php
- function ชื่อฟังก์ชั่น (ค่าที่ส่งให้) {
- การทำงานของฟังก์ชั่น
- }
- ?>
ลองดูตัวอย่างการสร้างฟังก์ชั่นชื่อ cmdevhub() กันครับ
- <?php
- function cmdevhub() {
- }
- // เราสามารถเรียกฟังก์ชั่นได้โดยเรียกจากชื่อฟังก์ชั่น
- cmdevhub(); // พิมพ์ welcome to cmdevhub
- ?>
เห็นไหมครับ ไม่ยากเลย ส่วนข้อกำหนดในการสร้างฟังก์ชั่นนั้นก็เหมือนกันการสร้างตัวแปรเลยครับ ถ้าหากจำไม่ได้ก็ย้อนกลับไปดูได้เลย
หลังจากเราสร้างฟังก์ชั่นได้แล้ว ฟังก์ชั่นของเราจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากไม่สามารถรับค่าเพื่อใช้คำนวนตามที่เราต้องการได้ การส่งค่าให้ฟังก์ชั่นทำการคำนวนนั้นมี 2 รูปแบบคือ ส่งค่าไปตรงๆ เลย และ ส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งของตัวแปร ส่วนวิธีการรับค่าของฟังก์ชั่นทำได้โดยใส่ตัวแปรเข้าไปใน ( ) มาดูตัวอย่างกัน
2.1 การส่งค่าโดยตรง
เราสามารถส่งค่าไปให้ฟังก์ชั่นโดยใช้ค่าที่อยู่ในตัวแปรส่งไปได้ด้วย
- <?php
- function sArea($h, $w) {
- }
- $width = 12;
- $height = 3;
- sArea($width, $height);
- ?>
ถ้าหากส่งค่าให้ฟังก์ชั่นมากเกินกว่าที่ฟังก์ชั่นรับไว้ ค่าที่เกินมา จะไม่ถูกนำไปใช้งาน แต่ถ้าหากส่งค่าไปไม่ครบจะเกิดข้อผิดพลาด Warning: Missing argument ตรงนี้ก็ระวังกันด้วยนะครับ
2.2 การส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งตัวแปร
โดยปกติการส่งค่าให้ฟังก์ชั่นจะทำการส่งค่าของตัวแปรนั้นๆ เข้าไปยังฟังก์ชั่นเลย ถ้าหากต้องการผลลัพธ์ของการคำนวนก็ทำการคืนค่า (return) กลับมา แต่เราสามารถเขียนให้ง่ายกว่านั้นได้อีก โดยการส่งตำแหน่ง (address) ของตัวแปรนั้นเข้าไปยังฟังก์ชั่นแทน ก็สามารถทำการคำนวนและเปลี่ยนค่าของตัวแปรที่เราต้องการได้โดยไม่ต้องทำการคืนค่ากลับออกมา ตัวอย่างที่ผมใช้บ่อยและใช้ตลอดก็คือการคำนวนภาษี (ยังหาโปรแกรมอื่นๆ ที่ใช้ฟังก์ชั่นแบบนี้ไม่ได้เลย) ลองดูตัวอย่างกันครับ
จะเ้ห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนตัวแปร $cost โดยไม่ต้องทำการคืนค่าในฟังก์ชั่นเลย จริงๆ แล้ว ตัวอย่างด้านบนสามารถเขียนได้อีกแบบดังนี้
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเหมือนกันทุกอย่าง แต่การเรียกใช้งานจะไม่เหมือนกัน จุดนี้ก็แล้วแต่ล่ะครับ ว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ถ้าหากทำงานเ็ป็นทีม การใช้งานฟังก์ชั่นที่คืนค่ากลับมาจะเข้าใจได้ง่ายกว่า แต่ถ้าหากทำงานไม่กี่คน หรือแค่คนเดียว การอ้างอิงหน่วยความจำจะทำให้โค๊ดสั่นกว่า และเข้าใจยากกว่า (ถ้าหากเราลืม อิอิ) เอาเ็ป็นว่า รู้ไว้เฉยๆ ก็ได้ครับ เพราะบางทีเราอาจจะไม่ได้เขียนฟังก์ชั่นแบบนี้เลยก็ได้ (แต่ลองใช้แล้วจะติดใจ)
2.3 การกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นที่ทำการรับค่านั้น เราจำเป็นที่จะต้องส่งค่าให้กับฟังก์ชั่นนั้นๆ จนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ ถ้าหากส่งค่าไม่ครบจะเกิดข้อผิด Warning: Missing argument ขึ้น หรือ ถ้าเราต้องการสร้างฟังก์ชั่นที่เรารู้ค่าที่ใช้คำนวนอยู่แล้ว เช่นฟังก์ชั่นที่คิดภาษีที่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องคิดที่ 7% แต่ต้องการให้สามารถเปลี่ยนค่าได้โดยที่ไม่ต้องแก้ไขฟังก์ชั่นใหม่ ก็สามารถทำการกำหนดค่าเริ่มต้นขึ้นมาได้เลย ลองดูตัวอย่างกัน
- <?php
- function cal_tax(&$cost, $tax = 0.07) {
- $cost += $cost * $tax;
- }
- $cost = $cost1 = 200;
- cal_tax($cost);
- cal_tax($cost1, 0.1);
- ?>
จากตัวอย่าง ทำการผสมผสานกันระหว่างการเรียกฟังก์ชั่นโดยใช้อ้างอิงตำแหน่งตัวแปร กับการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น จะเห็นได้ว่า เราเรียกฟังก์ชั่นครั้งแรกโดยไม่ส่งค่าไปแค่ตัวเดียวคือตำแหน่งของตัวแปร $cost เราได้ทำการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ตัวแปร $tax แล้วทำให้ตัวแปร $tax มีค่า 0.07 ตามที่เรากำหนดไว้ แต่พอเรียกครั้งที่สองเราได้ส่งค่า 0.1 ให้กับตัวแปร $tax ด้วย ทำให้ค่าของตัวแปร $tax ถูกเปลี่ยนจาก 0.07 เป็น 0.1 แทน
2.4 การคืนค่าของฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาใช้งานนั้น ถ้าหากไม่มีการส่งค่ากลับคืนมาเมื่อทำงานเสร็จ ฟังก์ชั้นนั้นก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากไม่สามารถนำค่าที่ฟังก์ชั่นคำนวนได้กลับมาใช้งาน การคืนค่าของฟังก์ชั่น สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง return โดยสามารถคืนค่าจากผลลัพธ์การคำนวนได้หนึ่งค่า หรือถ้าต้องการคืนหลายๆ ค่าพร้อมกัน สามารถใช้ตัวแปรแบบ array หรือ list ก็ได้ ลองดูตัวอย่างกันครับ
การคืนค่าหนึ่งค่า
การเรียกใช้งานฟังก์ชั่นที่มีการคืนค่านั้น จำเป็นต้องมีตัวแปร หรือคำสั่งใดๆ รองรับการคืนค่านั้นๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว ค่าที่คืนกลับมา ก็ไม่สามารถนำไปใช้งานใดๆ ได้เลย
การคืนค่าหลายค่า
การคืนค่าหลายๆ นั้น ต้องทำให้ตัวแปรนั้นเป็น array ก่อน โดยจะสร้างให้ตัวแปรนั้นเป็น array หรือใช้คำสั่ง list() ในการรับค่าก็ได้ ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชั่น list()
ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชั่นที่คืนค่าแบบ array
- <?php
- function user() {
- $name[] = "POP EYE";
- $name[] = "shikimasan[a]gmail[dot]com";
- $name[] = "www.cmdevhub.com";
- return $name;
- }
- // รับค่าโดยใช้ฟังก์ชั่น list ต้องทำการสร้างตัวแปรรับค่าให้ตรงกับค่าที่คืนกลับมา
- // รับค่าโดยใช้ตัวแปร ทำให้ตัวแปรนั้นถูกเปลี่ยนเป็นแบบ array โดยอัตโนมัติ
- $name = user();
- // การอ้างอิงค่าต้องทำการอ้างอิงจาก index ของ array โดยตรง
- ?>
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเราสามารถรับค่าจากฟังก์ชั่นที่คืนค่าเป็น array ได้ทั้ง 2 แบบ แต่ในการใช้งานจริงๆ จะใช้ฟังก์ชั่น list() รับค่ามากกว่า เพราะต้องกำหนดตัวแปรให้กับค่าที่คืนมาแต่ละค่า ซึ่งจะสื่อความหมายมากกว่ารับค่าโดยใช้ตัวแปรและอ้างอิงโดยใช้หมายเลข index อ้างอิง
2.5 ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั้น (Nesting Function)
ในภาษา PHP เราสามารถสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาภายในฟังก์ชั่นอีกทีได้ แบบตัวอย่าง
- <?php
- function cal_tax ($price, $tax) {
- function cal_vat ($total) {
- return $total * 0.07;
- }
- $price += $price * $tax;
- echo "จำนวนเงินทั้งหมดหลังรวมภาษี " . $price . " หลังรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม " . ($price + cal_vat($price));
- }
- cal_tax(1500, 0.1); // ผลลัพธ์ 1650 , 1765.5
- ?>
Nesting Function ของภาษา PHP ไม่มีการกำหนดระดับของการเข้าถึง (scope) ทำให้ไม่ว่าจะเขียนฟังก์ชั่นไว้ที่ไหน ก็สามารถเรียกใช้ได้ การเขียนแบบนี้ ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริงเท่าไหร่ แต่ก็ให้รู้ไว้ว่าเราสามารถสร้างฟังก์ชั่นแบบนี้ได้ เผื่อเอาไปสอบ CERT นะครับ
2.6 ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง (Recursive Function)
ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง ใช้สำหรับทำงานซ้ำๆ กันโดยที่เราไม่รู้จำนวนรอบในการทำงาน โดยจะมีจุดสิ้นสุดการทำงานอยู่ในฟังก์ชั่นเองอยู่แล้ว เพื่อให้ฟังก์ชั่นหยุดการทำงาน การเขียนฟังก์ชั่นแบบเรียกตัวเอง จะลดระยะเวลาในการเขียนโปรแกรมไปได้อย่างมาก แต่ปัญหาคือการออกแบบและเขียนได้ยากมาก ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นคนเขียนฟังก์ชั่นแบบนี้กันเท่าไหร่ เรามาดูตัวอย่างฟังก์ชั่นเรียกตัวเองที่เขียนกันบ่อยๆ 2 ตัวอย่างกัน
- <?php
- function fibo($num) {
- if ($num == 1 || $num == 2) {
- return 1;
- }
- else {
- return fibo($num - 1) + fibo($num - 2);
- }
- }
- ?>
ตัวอย่างแรกเป็นตัวเลข Fibonacci การใช้งานคือ เรียกฟังก์ชั่น fibo() แล้วใส่ตัวเลขตำแหน่งหลักที่ต้องการเข้าไปเช่น fibo(20) หมายถึงตัวเลข fibonacci ในตำแหน่งที่ 20
- <?php
- function fac($num) {
- if ($num == 0 || $num == 1) {
- return 1;
- }
- else {
- return fac($num - 1) * $num;
- }
- }
- ?>
ตัวอย่างที่สองเป็นตัวเลข Factorial หรือ n! การทำงานก็คล้ายๆ กับ fibonacci แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่าของ n! เลย
จะเห็นว่า ถ้าหากเราเขียนโปรแกรมแบบปกติ จะต้องมีการใช้คำสั่งวนรอบมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าใช้ฟังก์ชั่นเรียกตัวเองเราไม่ต้องใช้คำสั่งวนรอบเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของฟังก์ชั่นเลย แต่จะต้องมีเงื่อนไขในการจบฟังก์ชั่นที่แน่นอนด้วย
ก็จบกันไปอีกแล้วกับฟังก์ชั่นในภาษา PHP บทนี้เขียนกันข้ามเดือนเลย เนื่องจากงานเยอะ (แต่มีเวลาเล่นเกม) ก็ต้องขออภัยเพื่อนๆ ที่รอกันอยู่นะครับ ตอนนี้ก็ปิดเทอมแล้ว ยังไงจะพยายามเขียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเจอกันครับ
- Printer-friendly version
- Login or register to post comments

